เกลือแร่สี่ค่า กับค่าเคมีที่มักตรวจคู่กัน
การตรวจเกลือแร่ในเลือด (Electrolytes หรือ E-lyte) ในแล็บไทยวัดสี่ค่าจากเลือดหลอดเดียว ได้แก่ โซเดียม (Na) โพแทสเซียม (K) คลอไรด์ (Cl) และไบคาร์บอเนต ซึ่งมักพิมพ์ว่า CO2 หรือ TCO2 คู่มือห้องปฏิบัติการของศิริราชรายงานเป็น mmol/L และใช้ช่วงอ้างอิงในพลาสมา Na 136–145, K 3.4–4.5, Cl 98–107 และ TCO2 22–29 แล็บของคุณอาจใช้ตัวเลขต่างไปเล็กน้อย
ประเทศไทยไม่มีชุดตรวจมาตรฐานแบบที่ในสหรัฐอเมริกาเรียกว่า CMP เกลือแร่มักอยู่ในใบผลเดียวกับน้ำตาลขณะอดอาหาร (FBS) ค่าไต (BUN, Creatinine และ eGFR) กรดยูริก และค่าตับ ค่าเหล่านี้ไม่ใช่คำตัดสินแยกกันคนละข้อ Creatinine อ่านคู่กับ BUN แคลเซียม ถ้ามีการตรวจ อ่านคู่กับอัลบูมิน เพราะแคลเซียมส่วนหนึ่งเกาะไปกับอัลบูมิน อัลบูมินต่ำจึงดึงตัวเลขแคลเซียมลงทั้งที่แคลเซียมของคุณไม่ได้ผิดปกติ
อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส (ALP) ทำงานเหมือนทีมช่างซ่อมบำรุงที่กระดูกกับตับใช้ร่วมกัน ค่าที่สูงขึ้นจึงไม่ได้บอกเองว่าฝ่ายไหนงานยุ่ง นี่คืออีกเหตุผลที่ค่าตับต้องดูเป็นกลุ่ม
ตรวจเกลือแร่อย่างเดียว กับตรวจเคมีในเลือดชุดใหญ่
การตรวจเกลือแร่ซื้อแยกได้ คลินิกเทคนิคการแพทย์แห่งหนึ่งในเชียงใหม่คิด 400 บาทสำหรับสี่ค่า หรือค่าละ 100 บาท และรู้ผลภายในหนึ่งวัน (สำรวจ 11 ตุลาคม 2569) คู่มือของศิริราชระบุค่าตรวจ 180 บาท ถ้าใบผลของคุณมีเกลือแร่สี่บรรทัดโดยไม่มีน้ำตาลหรือค่าไต ไม่ได้มีอะไรตกหล่น แค่สั่งตรวจคนละชุด
ค่าเคมีในเลือดมักถูกสับสนกับ CBC เพราะเจาะพร้อมกัน แต่ตอบคำถามคนละเรื่อง CBC นับเซลล์ ส่วนค่าเคมีวัดสารที่ละลายอยู่ในส่วนน้ำของเลือด
- เกลือแร่โซเดียม โพแทสเซียม คลอไรด์ และไบคาร์บอเนต บอกสมดุลน้ำและกรดด่าง น้ำ ยา และการจัดการตัวอย่างเลือดทำให้ค่าเหล่านี้ขยับได้
- ค่าไตBUN และ Creatinine บวก eGFR ที่คำนวณจาก Creatinine อ่านเป็นชุด ไม่อ่านทีละค่า
- ค่าตับSGPT และ SGOT สำหรับเซลล์ตับ ALP และบิลิรูบินสำหรับการไหลของน้ำดี อัลบูมินสำหรับสิ่งที่ตับสร้าง
- น้ำตาลและกรดยูริกน้ำตาลเปลี่ยนตามมื้ออาหารล่าสุด ส่วนกรดยูริกใช้ประเมินความเสี่ยงโรคเกาต์ ทั้งคู่มักอยู่ในใบผลตรวจสุขภาพเดียวกัน
น้ำตาล และต้องงดอาหารหรือไม่
ตรวจเกลือแร่อย่างเดียวไม่ต้องงดอาหาร แล็บที่ให้บริการระบุไว้ชัดเจน แต่ถ้าในใบสั่งตรวจมีน้ำตาลขณะอดอาหารด้วย ต้องงด เพราะน้ำตาลคือค่าที่มื้ออาหารเปลี่ยนทันที ขณะที่เกลือแร่และค่าตับไวต่ออาหารน้อยกว่ามาก ให้ทำตามคำแนะนำในใบนัดของคุณ เพราะแล็บแปลผลน้ำตาลโดยถือว่าคุณทำตามนั้น
เมื่อเป็นตัวอย่างขณะอดอาหารจริง คืองดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง FBS 100–125 mg/dL ถือว่ามีความเสี่ยงเบาหวาน และตั้งแต่ 126 mg/dL ขึ้นไปเข้าเกณฑ์เบาหวาน ค่าสูงครั้งเดียวยังไม่ใช่การวินิจฉัย แนวทางของสมาคมเบาหวานอเมริกันต้องการผลผิดปกติครั้งที่สองยืนยัน เว้นแต่ภาพทางคลินิกชัดเจนมาก น้ำตาลที่เจาะหลังมื้อเช้าใช้เกณฑ์เหล่านี้ไม่ได้เลย
โพแทสเซียมคือค่าที่ผิดบ่อยที่สุด
โพแทสเซียมอยู่ในเม็ดเลือดแดงในความเข้มข้นสูงกว่าในพลาสมารอบ ๆ มาก ถ้าเม็ดเลือดแดงแตกไปบางส่วน ที่ใดก็ได้ระหว่างแขนของคุณกับเครื่องตรวจ โพแทสเซียมในหลอดจะสูงขึ้นทั้งที่ร่างกายไม่ได้เปลี่ยนอะไร คู่มือของศิริราชระบุตรง ๆ ว่าภาวะเม็ดเลือดแดงแตก (hemolysis) ทำให้โพแทสเซียมออกจากเม็ดเลือดแดงและค่าสูงขึ้น การศึกษาทวนสอบที่ครอบคลุมการตรวจเคมี 26 รายการยืนยันว่าโพแทสเซียมเป็นหนึ่งในค่าที่ถูกดันขึ้น เช่นเดียวกับ AST, LDH, บิลิรูบิน และธาตุเหล็ก
สาเหตุเป็นเรื่องกลไกธรรมดา คู่มือเดียวกันขอให้ไม่รัดแขนนาน ไม่ให้ผู้ป่วยกำและแบมือซ้ำ ๆ แยกพลาสมาจากเม็ดเลือดโดยเร็ว ไม่แช่เย็นก่อนปั่นแยก และส่งตรวจภายในหนึ่งชั่วโมง ข้อแนะนำการเจาะเลือดของยุโรปก็ให้คลายสายรัดทันทีที่เลือดไหล
ดังนั้นโพแทสเซียมที่สูงเล็กน้อยในใบผลที่อย่างอื่นปกติ มีคำอธิบายแรกที่น่าเบื่อ และขั้นต่อไปที่พบบ่อยคือเจาะซ้ำ ไม่ใช่รักษา
โซเดียมต่ำ บางครั้งมาจากยา
โซเดียมต่ำเล็กน้อยเป็นความผิดปกติที่พบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งในการตรวจเคมีทั่วไป และในผู้ที่รักษาความดันโลหิตสูง คำอธิบายมักอยู่ในใบสั่งยาของตัวเอง การศึกษาแบบติดตามผู้ใหญ่ 2,613 คนที่เพิ่งเริ่มรักษาความดันโลหิตสูง พบว่าในกลุ่มที่ยังใช้ยาขับปัสสาวะกลุ่มไทอะไซด์ ราวสามในสิบคนมีโซเดียมลดลงถึง 130 mmol/L หรือต่ำกว่า ซึ่งเป็นหน่วยเดียวกับที่ใบผลแล็บไทยพิมพ์
นี่ไม่ใช่เหตุผลให้หยุดยาเอง แต่เป็นเหตุผลให้อ่านตัวเลขนี้คู่กับรายการยา ไม่ใช่อ่านแยก และให้แพทย์ผู้สั่งยาเป็นผู้ตัดสินว่าจะทำอะไรต่อ
ตรรกะเดียวกันใช้กับทั้งชุด หลายบรรทัดขยับตามยาที่คุณกิน สิ่งที่ดื่มก่อนมา และเวลาที่นั่งรอก่อนเข็มแทง
eGFR เป็นค่าประมาณ ไม่ใช่ค่าที่วัดได้
eGFR ที่พิมพ์อยู่ใต้ Creatinineไม่เคยถูกวัดจริง แต่คำนวณจาก Creatinine อายุ และเพศ ด้วยสมการ และมีความไม่แน่นอนแบบสมการ
สมการนี้เพิ่งเปลี่ยน และการเปลี่ยนสำคัญเมื่อคุณเทียบใบผล ปี 2564 (ค.ศ. 2021) คณะทำงานร่วมของมูลนิธิโรคไตแห่งชาติและสมาคมโรคไตแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ใช้สมการ CKD-EPI ที่ปรับใหม่โดยไม่ใช้ตัวแปรเชื้อชาติ และให้ใช้ cystatin C ยืนยันบ่อยขึ้นในผู้ที่เสี่ยงโรคไต
ผลในทางปฏิบัติคือ eGFR ในใบผลเก่าอาจเทียบกับใบผลใหม่ตรง ๆ ไม่ได้ และค่าที่ต่ำกว่าเกณฑ์เพียงครั้งเดียวควรตรวจซ้ำ ไม่ใช่สรุปทันที
ทำไมค่าเคมีในเลือดถึงผิดปกติ
เมื่อมีหลายบรรทัด และแต่ละช่วงค่าอ้างอิงปล่อยให้คนสุขภาพดีราว 1 ใน 20 อยู่นอกช่วง การเจอเครื่องหมายสักบรรทัดจึงไม่ใช่เรื่องแปลก คำถามที่มีประโยชน์คือ บรรทัดคู่หูในกลุ่มเดียวกันไปทางเดียวกันไหม ห่างจากช่วงแค่ไหน และมีอะไรเกิดขึ้นรอบการเจาะเลือด ทั้งยา อาหาร เครื่องดื่ม และวิธีเก็บตัวอย่าง
นี่คือเหตุผลที่ขั้นต่อไปที่พบบ่อยสำหรับความผิดปกติเล็กน้อยเพียงบรรทัดเดียวคือการตรวจซ้ำ ไม่ใช่การรักษา ผลที่ยังผิดปกติในตัวอย่างใหม่ที่เก็บอย่างถูกต้อง หรือหลายบรรทัดในกลุ่มเดียวกันขยับไปพร้อมกัน คือผลที่จะถูกตรวจหาสาเหตุต่อ และแพทย์จะอ่านคู่กับประวัติและยาของคุณ