ค่าตับส่วนใหญ่ไม่ได้วัด “การทำงาน” ของตับ
ชุดตรวจที่คนไทยเรียกกันว่า “ค่าตับ” หรือ LFT มักมี ALT (SGPT), AST (SGOT), ALP (alkaline phosphatase), บิลิรูบิน, อัลบูมิน และโปรตีนรวม บางแห่งเพิ่ม GGT (Gamma GT) แม้ชื่อจะเรียกว่าการตรวจการทำงานของตับ แต่หลายบรรทัดในนั้นไม่ได้วัดว่าตับทำงานได้ดีแค่ไหน มันคือเอนไซม์ที่รั่วออกมาในเลือดเมื่อเซลล์ตับหรือเซลล์ท่อน้ำดีถูกรบกวน แนวทางของวิทยาลัยแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งสหรัฐอเมริกา (ACG) จึงเลือกเรียกว่า “ค่าเคมีของตับ” แทน
บรรทัดที่ใกล้กับการทำงานจริงของตับอยู่ที่อื่น คืออัลบูมิน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ตับสร้างขึ้น และค่าการแข็งตัวของเลือด ซึ่งขึ้นกับโปรตีนที่ตับผลิต ผลที่เอนไซม์สูงแต่อัลบูมินปกติ จึงบอกเรื่องที่ต่างจากผลที่เอนไซม์ปกติแต่อัลบูมินต่ำโดยสิ้นเชิง
ความแตกต่างนี้อธิบายเรื่องที่ทำให้หลายคนงง เช่น ALT สูงเล็กน้อยแต่ตับยังทำงานได้ดีทุกอย่าง ใบผลตรวจไม่ได้ขัดแย้งกันเอง มันแค่ตอบคนละคำถาม
ชุดตรวจค่าตับมีอะไรบ้าง
แต่ละบรรทัดมีหน้าที่ของตัวเอง ภาพเปรียบเทียบช่วยให้แยกแยะได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อใบผลตรวจเรียงลำดับในแบบที่ไม่ตรงกับวิธีอ่าน
- ALT และ ASTเอนไซม์ที่อยู่ในเซลล์ตับ จะรั่วออกมาในเลือดเมื่อเซลล์ถูกรบกวน AST ยังพบในกล้ามเนื้อด้วย
- ALP และ GGTเอนไซม์ของท่อน้ำดี ALP เปรียบเหมือนทีมช่างซ่อมบำรุงที่ทำงานทั้งในกระดูกและตับ ส่วน GGT เปรียบเหมือนเครื่องวัดมลพิษในโรงงาน
- บิลิรูบินสีเหลืองที่เหลือจากเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ คล้ายสนิมบนเหล็กเก่า ตับมีหน้าที่ขับมันออกไปทางน้ำดี
- อัลบูมินและโปรตีนรวมโปรตีนที่ตับสร้างขึ้น เป็นบรรทัดที่ใกล้เคียงกับการวัดว่าตับทำงานได้ดีแค่ไหนมากที่สุดในชุดนี้
AST กับ ALT ตัวไหนสำคัญกว่า
ไม่มีตัวไหนสำคัญกว่าเมื่อดูเดี่ยว ๆ AST พบได้ในกล้ามเนื้อและอวัยวะอื่น ALT จึงชี้ไปที่ตับได้ตรงกว่า แต่ทั้งสองค่าต้องอ่านเป็นคู่ และสัดส่วนระหว่างกันก็ให้ข้อมูลที่ค่าเดี่ยว ๆ ไม่มี
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือรูปแบบ ถ้า ALT และ AST ขึ้นมากกว่า ALP แสดงว่าการระคายเคืองอยู่ที่ตัวเซลล์ตับ ถ้า ALP ขึ้นมากกว่า ALT และ AST ความสนใจจะย้ายไปที่การไหลของน้ำดี แนวทางของ ACG ใช้การแบ่งแบบนี้เป็นแกนของการตรวจหาสาเหตุทั้งหมด ซึ่งมีค่ามากกว่าตัวเลขตัวใดตัวหนึ่ง
อีกเรื่องที่ควรรู้คือ ค่า ALT ของคนที่สุขภาพดีจริง ๆ ต่ำกว่าที่ใบผลตรวจหลายแห่งพิมพ์ไว้ ห้องปฏิบัติการของศิริราชใช้ค่าอ้างอิง ALT 5–41 U/L ในผู้ชาย และ 5–33 U/L ในผู้หญิง ขณะที่ ACG ระบุว่าค่าที่ถือว่าสุขภาพดีอยู่ราว 29–33 U/L ในผู้ชาย และ 19–25 U/L ในผู้หญิง และค่าที่สูงกว่านั้นควรได้รับการประเมิน ค่าที่ใบผลตรวจบอกว่าปกติตามช่วงอ้างอิงของห้องแล็บ จึงยังอาจเป็นเรื่องที่ควรถามแพทย์ได้
GGT บ่งบอกอะไร และทำไมจึงถูกอ่านผิดบ่อยที่สุด
หลายคนเชื่อว่า GGT คือค่าที่บอกว่าดื่มแอลกอฮอล์ ความจริงไม่ใช่ งานทบทวนเรื่องตัวบ่งชี้การดื่มแอลกอฮอล์ระบุชัดว่า เอนไซม์ตับไม่จำเพาะต่อแอลกอฮอล์ จึงต้องใช้การตรวจอื่นประกอบเพื่อแยกสาเหตุ
งานทบทวนเดียวกันยังพบว่า ALT และ GGT สัมพันธ์กับภาวะดื้ออินซูลินและกลุ่มอาการเมแทบอลิก และทำนายผลลัพธ์ที่ไม่เกี่ยวกับตับได้ด้วย ส่วนการศึกษาที่ตั้งใจหาตัวบ่งชี้การดื่มโดยตรงพบว่า GGT ถูกหลายปัจจัยดันขึ้นพร้อมกัน ขณะที่ตัวบ่งชี้เฉพาะอย่าง carbohydrate-deficient transferrin ติดตามปริมาณการดื่มได้โดยไม่ขึ้นกับความเสียหายของตับ
ดังนั้น GGT ที่สูงแปลว่ามีบางอย่างทำให้ตับต้องทำงานหนักขึ้น แอลกอฮอล์เป็นหนึ่งในตัวเลือก น้ำหนักตัว ยาหลายชนิด ปัญหาท่อน้ำดี และไขมันพอกตับก็เป็นตัวเลือกเช่นกัน ห้องปฏิบัติการของศิริราชใช้ค่าอ้างอิง GGT 8–61 U/L ในผู้ชาย และ 5–36 U/L ในผู้หญิง และระบุว่าการตรวจนี้ใช้ยืนยันว่า ALP ที่สูงมาจากตับ
ไขมันพอกตับพบบ่อยกว่าที่คิด
ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โรคไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับความผิดปกติทางเมแทบอลิก (MASLD ชื่อเดิมคือ NAFLD) เป็นโรคตับเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุด คาดว่าพบในผู้ใหญ่ราว 3 ใน 10 คน และคนเอเชียมียีนที่สัมพันธ์กับโรคนี้มากกว่าคนเชื้อสายยุโรป
ในไทย การศึกษาในกำลังพลกองทัพบกกว่า 2.3 แสนคน อายุ 35–60 ปี พบว่า ยิ่งดัชนีที่คำนวณจากน้ำตาลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด (TyG) สูง ค่า ALT ก็ยิ่งสูง ในกลุ่มที่ดัชนีนี้สูงที่สุด ผู้ที่อายุ 35–44 ปีมี ALT สูงเกินเกณฑ์ถึง 47.8%
นี่คือฉากหลังที่ใช้อ่านค่าตับที่สูงเล็กน้อยจากการตรวจสุขภาพประจำปี คืออ่านคู่กับน้ำหนักตัว น้ำตาลในเลือด และไขมันในเลือด ไม่ใช่อ่านค่าตับตามลำพัง
ไวรัสตับอักเสบบีและซี: สาเหตุที่คนไทยไม่ควรข้าม
ในไทย ไวรัสตับอักเสบบีเป็นสาเหตุสำคัญของค่าตับสูงที่ไม่ควรมองข้าม การสำรวจระดับประเทศปี 2557 (ค.ศ. 2014) ประมาณว่ามีผู้ติดเชื้อเรื้อรังราว 2.22 ล้านคน หรือ 3.48% ของประชากร ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ เพราะวัคซีนตับอักเสบบีสำหรับทารกแรกเกิดเพิ่งครอบคลุมทั้งประเทศในปี 2535 คนที่เกิดหลังจากนั้นพบเชื้อเพียง 0.6% เทียบกับ 4.5% ในคนที่เกิดก่อน
ไวรัสตับอักเสบซีพบน้อยลงมาก การสำรวจระดับประเทศพบภูมิต้านทานต่อเชื้อ (anti-HCV) ลดจาก 2.15% ในปี 2547 เหลือ 0.56% ในปี 2567 แต่ยังพบสูงกว่าในคนที่เกิดก่อนปี 2535
ตามสิทธิประโยชน์ที่กรมควบคุมโรคเผยแพร่ คนไทยที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 มีสิทธิตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีด้วย HBsAg และไวรัสตับอักเสบซีด้วย anti-HCV โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อย่างละ 1 ครั้งตลอดชีวิต ถ้าค่าตับของคุณสูงและยังไม่เคยตรวจ คำถามนี้ควรอยู่ในรายการที่จะถามแพทย์
อะไรทำให้ค่าตับคลาดเคลื่อนได้บ้าง
GGT อ่านคู่กับ ALP ถ้าทั้งสองขึ้นพร้อมกัน ความสนใจจะไปที่ท่อน้ำดีมากกว่าเซลล์ตับ บิลิรูบินอ่านคู่กับส่วนที่เหลือของชุดตรวจและกับความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เพราะมันสูงขึ้นได้เมื่อเม็ดเลือดแดงแตกเร็วกว่าปกติ ซึ่งไม่เกี่ยวกับตับเสียหาย ในประเทศที่พาหะธาลัสซีเมียพบบ่อยอย่างไทย เรื่องนี้ควรรู้ไว้
ทุกบรรทัดยังต้องอ่านคู่กับสิ่งที่คุณทำก่อนเจาะเลือด การออกกำลังกายหนักทำให้ AST จากกล้ามเนื้อสูงขึ้น การติดเชื้อไวรัสเมื่อไม่นานมานี้อาจรบกวนตับไปช่วงหนึ่ง และยาหลายชนิด รวมถึงยาที่ซื้อเองได้ ก็ทำให้ตัวเลขเหล่านี้ขยับ แนวทางของ ACG ให้แพทย์ทบทวนทั้งยาที่สั่งและยาที่ซื้อเองก่อนเรื่องอื่น สมุนไพรและอาหารเสริมที่ใช้อยู่ก็ควรแจ้งแพทย์ด้วย
ค่าตับสูงเล็กน้อย ควรทำอย่างไรต่อ
ค่าที่สูงเล็กน้อยพบได้บ่อย และหลายครั้งเป็นเพียงชั่วคราว อีกทั้งช่วงอ้างอิงแต่ละช่วงก็ทำให้คนสุขภาพดีราว 1 ใน 20 คนอยู่นอกช่วงได้อยู่แล้ว ขั้นต่อไปที่พบบ่อยจึงไม่ใช่การตรวจภาพทันที แต่เป็นการตรวจซ้ำในอีกไม่กี่สัปดาห์ โดยระหว่างนั้นลดปัจจัยที่เห็นชัด เช่น แอลกอฮอล์ หรือการออกกำลังกายหนักก่อนวันตรวจ
ถ้ายังสูงอยู่ แพทย์จะหาสาเหตุที่พบบ่อยก่อน ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ ไขมันพอกตับ แอลกอฮอล์ และยา ก่อนจะไปถึงโรคที่พบน้อยกว่า เช่น ภาวะเหล็กเกิน หรือตับอักเสบจากภูมิคุ้มกัน ลำดับการตรวจเป็นการตัดสินใจของแพทย์ โดยดูจากรูปแบบของค่าทั้งชุด
การตรวจค่าตับโดยทั่วไปไม่ต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษ คู่มือห้องปฏิบัติการของศิริราชระบุว่าการตรวจ ALT และ GGT ไม่ต้องเตรียมผู้ป่วย การงดอาหารจะขึ้นกับรายการอื่นที่เจาะพร้อมกัน เช่น น้ำตาลหรือไขมันในเลือด